ภาษากับความหมาย
ความหมายอาจจะแบ่งได้อย่างกว้างๆ เป็น 2 ประเภท คือ ความหมายโดยตรง (denotation) กับความหมายโดยนัย (connotation)
ความหมายโดยตรงหมายถึงความหมายที่เชื่อมตรงกับสิ่งที่อ้างถึง เป็นความหมายที่เจ้าของภาษารู้ และใช้โดยทั่วไป เช่น คน ผู้ชาย ผู้หญิง พ่อ แม่ ลูก โต๊ะ เก้าอี้ หมา แมว ปริญญา รัฐมนตรี มหาวิทยาลัย ฯลฯ
ความหมายโดยนัยหมายถึงวามหมายเพิ่มเติมหรือความหมายรอง ที่เจ้าของภาษาซึ่งอยู่ในสังคมเดียวกันยอมรับ
ตัวอย่างต่อไปนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างประโยคที่มีความหมายโดยตรงกับความหมายโดยนัย
ความหมายโดยตรง ความหมายโดยนัย
(1) ก. บ้านฉันเลี้ยงหมาไว้ 2 ตัว ข. บ้านนี้มีแต่คนใจหมา
(2) ก. ฉันกำลังมองหาเก้าอี้ใหม่ ข. เขากำลังมองหาเก้าอี้รัฐมนตรี
(3) ก. บัณฑิตใหม่เข้ารับพระราชทานปริญญา ข. เขาเป็นคนระดับปริญญาชน
(4) ก. เขาเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข. เขามีเลือกสีชมพู
(5) ก. เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข. เขาเป็นลูกแม่โดม
นอกจากเรื่องความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยแล้ว คำในแต่ละภาษารวมทั้งภาษาไทยด้วยก็ยังมีความหมายแฝงและความหมายอุปมาอีกด้วย
ความหมายแฝง คือ ความหมายย่อยที่แฝงอยู่ในความหมายใหญ่ และรายละเอียดบางอย่างไว้ในความหมายนั้นๆ เป็นความหมายเงาๆ ซ่อนเร้นอยู่ในความหมายของคำ ถ้าไม่พิจารณาให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ถึงเห็นแล้ว จะแยกออกมาเป็นความหมายรองอีกความหมายหนึ่งก็ได้ความหมายแฝงมักจะปรากฎในคำกริยาและคำขยาย
ตัวอย่างเช่น “ฟู” มีความหมายแฝงว่า “พองขึ้น อูดขึ้น” “ดิ่ง” มีความหมายแฝงว่า “ตกลงมา”
ส่วนคำอุปมาคือคำใช้เปรียบเทียบ มักใช้เมื่อจนคำที่ต้องการใช้พรรณนาบอกลักษณะ หรือบางทีมีคำที่พอจะบอกลักษณะได้ แต่ยังอยากให้ผู้อ่านผู้ฟัง ได้เห็นลักษณะถนัดชัดเจนขึ้นอีกจึงหาคำมาเปรียบ คำที่ใช้เปรียบนั้น ส่วนมากก็เป็นคำนามที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างเช่น “ลิง” หมายความว่า “ซน” อยู่ไม่สุข เหมือนลิง” “ควาย” หมายความว่า “โง่ ทึ่ม ให้คนจูงจมูกได้ง่าย”
จะเห็นได้ว่า ความหมายโดยนัยหรือความหมายแฝงนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ใช้ภาษาในสังคมเดียวกันตกลงร่วมกันจึงจะนำมาใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคนไทยนำคำค่าซึ่งมีคำว่า “หมา” ปะปนอยู่ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยตรง เพื่อใช้ตำหนิผู้ใช้ภาษาอังกฤษ เขาย่อมจะไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่เรานำคำจากภาษาอังกฤษ เช่น “skunk” มาตำหนิคนไทย คนไทยก็ย่อมจะไม่เข้าใจเช่นกัน
นอกจากเรื่องของความหมายแล้ว เรื่องเสียงในภาษาก็สำคัญไม่น้อย เสียงกับความหมายย่อมจะต้องไปด้วยกัน คำที่ใช้อยู่ในภาษาจะต้องเป็นคำที่มีความหมายเป็นที่เข้าใจ และมีเสียงอยู่ในระบบเสียงของภาษานั้นๆ อันเป็นเสียงที่ผู้พูดจะออกเสียงได้ถนัดเพราะคุ้นเคย แต่ถ้านำคำที่ใช้ในภาษาไทยมาพิจารณาดูจะเห็นว่าสระบางเสียงที่มากับตัวสะกดบางเสียงมีคำใช้น้อย บางเสียงไม่มีคำใช้เลย และบางเสียงมีไว้บันทึกคำภาษาต่างประเทศเท่านั้น ทั้งๆ ที่เสียงสระเหล่านั้นเป็นเสียงไม่มีในระบบเสียงของภาษาไทย และตัวสะกดทั้ง 8 แม่ก็ไม่ได้กำหนดว่าจะมากับสระใดได้ มากับสระใดไม่ได้ จะว่าออกเสียงนั้นๆ ไม่ได้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ามีกำหนดไว้ในระบบเสียงต้องถือเป็นเสียงที่คนใช้ภาษาเดียวกับออกเสียงได้ การที่ไม่มีเสียงนั้นกำหนดเป็นคำที่มีความหมายใช้ในภาษาจึงกล่าวได้เพียงว่าเสียงนั้นๆ ไม่เป็นที่นิยม ส่วนที่ว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่นิยมนั้นเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก
การเปลี่ยนแปลงเสียง
ในสมัยสุโขทัยใช้ว่า “โสง” ปัจจุบันใช้ว่า “สอง” เช่น
“ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง”
ในสมัยสุโขทัยใช้ว่า “โอย” ปัจจุบันใช้ว่า “อวย” (หมายถึง “ให้”) เช่น
“เมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน”
การเปลี่ยนแปลงคำ
ในสมัยสุโขทัยใช้ว่า “ตู” ปัจจุบันใช้ว่า “เรา” เช่น
“ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง”
คำว่า “ตู” นี้ ในสมัยสุโขทัยเป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 พหูพจน์ หมายถึง “เราซึ่งเป็นฝ่ายผู้พูดไม่รวมผู้ฟัง” แต่ในสมัยปัจจุบัน คำว่า “เรา” หมายถึง “คำใช้แทนชื่อคนหลายคนซึ่งรวมทั้งผู้พูดด้วย”
ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์ทรงใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า “กู” แต่ปัจจุบันทรงใช้ว่า “ข้าพเจ้า” เช่น
“พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง”
ในสมัยก่อนคำที่หมายถึง “คนรัก” ใช้ว่า “ชิ้น” แต่ในปัจจุบันใช้ว่า “แฟน”
การเปลี่ยนแปลงประโยค
ในสมัยสุโขทัยใช้ว่า “พี่กูตายจึงได้เมืองแก่กูทังกลม” ประโยคนี้อาจะเขียนใหม่ตามลักษณะประโยคปัจจุบันได้ว่า “พี่ข้าพเจ้าตาย ข้าพเจ้าจึงได้เมืองทั้งหมด”
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การแปรของภาษาในด้านเสียง คำ และประโยคนั้นไม่มีผลทางด้านความหมายมากนัก แต่จะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ใช้มากกว่าอย่างอื่น ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับความหมายมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในด้านคำ
การแปรเสียง
คำซึ่งใช้สื่อสารกันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นในทางสัทศาสตร์าอาจจะมีการแปรเสียงได้หลายแบบ ดังนี้
ก) การแปรเสียงแบบกลมกลืนเสียง (assimilation)
การแปรเสียงแบบนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเสียงลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเสียงที่อยู่ใกล้กัน โดยเสียงหนึ่งมีอิทธิพลต่ออีกเสียงหนึ่ง โดยทั่วไปเกิดขึ้นที่ช่วงต่อระหว่างพยางค์ เช่น อย่างไร กลายเป็น ยังไง
การกลมกลืนเสียงในทำนองนี้ยังปรากฏในคำไทยอื่นๆ อีกหลายคำ เช่น
ก้นโค้ง กลายเป็น ก้งโค้ง
กุ้งก้ามคราม กลายเป็น กุ้มก้ามกราม
คนไร กลายเป็น ใคร
ถ้วยชามรามไห กลายเป็น ถ้วยชามรามไหม
ทำไร กลายเป็น ทำไม
บังโคลน กลายเป็น บังโกลน
พรุ่กนี้ กลายเป็น พรุ่งนี้
ฝ่ายเดียว กลายเป็น ถ่ายเดียว
วันยันค่ำ กลายเป็น วันยังค่ำ
สิบเอ็ด กลายเป็น สิบเบ็ด
หนไร กลายเป็น ไหน
หรือไม่ กลายเป็น ไหม
อกตรม กลายเป็น อกกรม
อันคั่นคู่ กลายเป็น อังคั่นคู่
อิ่มปี้พีมัน กลายเป็น อิ่มหมีพีมัน
ข) การแปรเสียงแบบผลักเสียง (dissimilation)
การแปรเสียงแบบนี้เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับการกลมกลืนเสียง คือการทำให้เสียงที่เหมือนกับแตกต่างกัน เช่น
คำแหง กลายเป็น กำแหง
คุมเหง กลายเป็น กุมเหง
ทั้งนี้เพราะเสียง [ห] ในพยางค์ที่สองผลักเสียง [ห] ในพยางค์แรกให้หายไป
พยัญชนะอย่าง ข ค ฉ ช ถ ท ผ พ มีเสียง ห ผสมอยู่ด้วย จึงเรียกว่า พยัญชนะเสียงหนัก พยัญชนะเหล่านี้แตกต่างจากพยัญชนะอย่าง ก จ ต ป ตรงที่ว่า พยัญชนะกลุ่มหลังนี้เวลาออกเสียงไม่ต้องหายใจแรงๆ อย่างพวกแรก ถือว่าเป็นพยัญชนะเสียงเบา หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ข ค คือ ก + ห ฉ ช คือ จ + ห ถ ท คือ ต + ห และ ผ พ คือ ป + ห เมื่อการออกเสียงพยัญชนะเสียงหนักดังกล่าวต้องหายใจแรง บางทีการออกเสียงจึงฟังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพูดตามสบายเป็นต้นว่า
การออกเสียงพยัญชนะเสียงหนักเป็นเสียงเบา
ชมพู ออกเสียงเป็น จมพู
ชมพู่ ออกเสียงเป็น จมพู่
ข่มเหง ออกเสียงเป็น กุมเหง
คุมฝอย ออกเสียงเป็น กุมฝอย
ออกเสียงแต่ ห พยัญชนะเสียงเบาหายไป
ครับ ออกเสียงเป็น ฮะ
ที่กลับกันก็มีคือ
กี่ ออกเสียงเป็น ขี่
กบฎ ออกเสียงเป็น ขบถ
ชักกะเย่อ ออกเสียงเป็น ชักคะเย่อ
กระยาสารท ออกเสียงเป็น คยาสาด
ค) การแปรเสียงแบบลดหน่วยเสียง (haplology)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการตัดเสียงพยัญชนะหรือสระบางเสียงออกไปหรือนำเสียงอื่นเข้ามาแทนที่ เมื่อไม่เน้นเสียงพยางค์นั้น เช่น
คำว่า film จากภาษาอังกฤษ เมื่อมาสู่มาภาษาไทย คนไทยออกเสียง [lm] ควบกันไม่ได้จึงทำเสียง [อิ] ให้ยาวขึ้น กลายเป็น [อี] ออกเสียงเป็น [ฟีม]
ฉันนั้น ออกเสียงเป็น ฉะนั้น
ต้นไคร้ ออกเสียงเป็น ตะไคร้
ตัวขาบ ออกเสียงเป็น ตะขาบ
ยับยับ ออกเสียงเป็น ยะยับ
ยายกับตา ออกเสียงเป็น ยายกะตา
รื่นรื่น ออกเสียงเป็น ระรื่น
สายดือ ออกเสียงเป็น สะดือ
หมากขาม ออกเสียงเป็น มะขาม
อันไร ออกเสียงเป็น อะไร
อีกประการหนึ่ง ออกเสียงเป็น อนึ่ง
ง) การแปรเสียงแบบเพิ่มหน่วยเสียง (addition of phonemes)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการนิยมความไพเราะในการออกเสียงคำสามพยางค์จากภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งแพร่มาถึงคำในภาษาไทยด้วย คำสองพยางค์จึงกลายเป็นสามพยางค์ โดยการนำเอาเสียงสะกดในพยางค์แรกเป็นเสียงพยัญชนะต้นตามด้วย [อะ] เป็นพยางค์ที่สองเติมเข้าไป เช่น
ซังตาย ออกเสียงเป็น ซังกะตาย
สักเดี๋ยว ออกเสียงเป็น สักกะเดี๋ยว
ตกใจ ออกเสียงเป็น ตกกะใจ หรือต๊กกะใจ
นกยาง ออกเสียงเป็น นกกะยาง
นัยนี้ ออกเสียงเป็น นัยยะนี้
บาดจิต ออกเสียงเป็น บาดทะจิต
บานโรค ออกเสียงเป็น บานทะโรค
ยมบาล ออกเสียงเป็น ยมพบาล
สักนิด ออกเสียงเป็น สักกะนิด
สักหน่อย ออกเสียงเป็น สักกะหน่อย
หกล้ม ออกเสียงเป็น หกกะล้ม
จ) การแปรเสียงแบบสับเสียง (meththesis)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการสับที่ของหน่วยเสียงกับเสียงที่ตามมา เช่นตะกร้อ สับเสียง เป็น กระต้อ “เครื่องมือดับไฟมีด้ามยาวเช่นเดียวกับตะกร้อสอยผลไม้” ตะกรุด สับเสียงเป็น กระตรุด หรือ กะตุด มะละกอ สับเสียงเป็น ละมะกอ พูดแถบตำบลเกาะเกร็ดและบางส่วนของอำเภอปากเกร็ด นนทบุรี นุ่ม สับเสียงเป็น มุ่น พบในวรรณคดีไทย ขลา ในภาษาเขมร หมายถึง “เสือ” สับเสียงเป็น ขาล หมายถึง ปีนักษัตรที่มีเสือเป็นเครื่องหมาย สาวสะ ใน แม่ศรีสาวสะ ก็น่าจะเป็นการสับเสียงจาก สะสาว ซึ่งเป็นการซ้ำคำ สาวสาว แล้วก่อนเป็น สะสาว
ฉ) การแปรเสียงแบบทำให้เป็นเสียงที่เพดานแข็ง (palatalization)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการเปลี่ยนเสียงจากมีฐานที่ปุ่มเหงือกไปยังฐานที่เพดานแข็งในคำบางคำในภาษาไทย เช่น เชียว มาจาก ทีเดียว
ขอให้สังเกตว่าคำว่า ทีเดียว นี้ บางครั้งก็กลายเป็น เทียว ในลักษณะกลมกลืนเสียง
ช) การแปรเสียงแบบเปลี่ยนเสียงสระภายในคำ (internal change)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในคำ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งการเปลี่ยนแปลงเสียงพยัญชนะและเสียงสระ เช่น
ข้างนอก ออกเสียงเป็น หั้งนอก
เข้ามาเถิด ออกเสียงเป็น ข้ามาเหอะ
คึก ออกเสียงเป็น ฮึก
ทั้งสามกรณีเป็นการลดส่วนของเสียงพยัญชนะให้เหลือไว้แต่เสียงหนัก [ห] ในภาษาไทยนั้นเมื่อคำหรือพยางค์ใดไม่ออกเสียงเน้น เสียงของสระนั้นก็อาจจะเปลี่ยนเป็น [อะ] เช่น
คุณจะไปไหม ออกเสียงเป็น คุณจะไปมะ
ตั้งแต่เช้า ออกเสียงเป็น ตั้งตะเช้า
เมื่อแต่กี้ ออกเสียงเป็น เมื่อตะกี้
ซ) การแปรงเสียงแบบเสียงเลื่อนรวม (fusion)
การแปรเสียงแบบนี้เกิดจากการที่พยัญชนะสุดท้ายของคำหน้าเลื่อนรวมเข้ากับเสียง [ห] ของคำถัดไป เช่น หนวกหู กลายเป็น หนวกขู โดยที่ [ก] ซึ่งเป็นเสียงสุดท้ายของ หนวก รวมเข้ากับ [ห] ในคำว่า หู เกิดหน่วยเสียงใหม่ขึ้น นั่นคือ ค หรือ ข
ขอให้สังเกตว่า หนวกขู อาจจะเปลี่ยนไปเป็น หนกขู เพราะการเปลี่ยนเสียงสระภายในคำดังกล่าวไว้ในข้อ ช) ก็ได้
จากลักษณะการแปรเสียงที่กล่าวไว้ในข้อ ก) ถึง ซ) ทำให้อธิบายปรากฏการณ์ดังต่อไปนี้ได้ดังนี้
ดิฉัน แปรเสียงเป็น ดิชั้น (เน้นพยางค์หลัง) และในที่สุดก็กลายเป็น เดี๊ยน เพราะการลดหน่วยเสียง โดยที่เสียง [ช] หายไป ทำให้สระจากพยางค์หน้าและพยางค์หลังรวมกันเป็นสระผสมในกรณีที่ ดิฉัน กลายเป็น ดั้น ไปนั้นก็เกิดจากการลดหน่วยเสียงเช่นกัน โดยที่สระหน้าหายไปพร้อมกับเสียง [ช] และกรณีที่ ดิฉัน กลายเป็น อะฮั้น นั้นก็เกิดจาการลดเสียงพยางค์หน้าลงเหลือ อะ และลดเสียงลมหายใจของพยางค์หลัง ฉัน หรือ ชั้น จึงกลายเป็น ฮั้น
ครับ แปรเสียงเป็น คับ เนื่องจากไม่ออกเสียงควบกล้ำ จากนั้นลดเสียงลมหายใจออกไปจึงกลายเป็น ฮับ และลดเสียงตัวสะกดลงไปอีกจึงกลายเป็น ฮะ สำหรับคนบางกลุ่มอาจจะยืดเสียงให้ยาวขึ้น จึงกลายเป็น ฮ้า
มหาวิทยาลัย ลดเสียงลงไปกลายเป็น มหาทลัย (4 พยางค์) หรือ มหาลัย (3 พยางค์) จนที่สุดกลายเป็น หมาลัย (2 พยางค์)
โรงพยาบาล ลดเสียงลงไปกลายเป็น โรงพยาบาล (3 พยางค์)
พิจารณา ลดเสียงลงไปกลายเป็น พิณา (2 พยางค์)
การเปลี่ยนแปลงคำ
จากการแปรเสียงที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นจะเห็นไว้ คำที่ออกเสียงได้หลายอย่างนั้น บางคำก็ยังใช้ควบคู่กันอยู่ โดยขึ้นอยู่กับผู้พูด ผู้ฟัง และสถานการณ์การใช้ภาษา แต่บางคำก็ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นคำที่ใช้อยู่ในสมัยปัจจุบัน ส่วนคำเดิมก็กลายเป็นคำโบราณที่เลิกใช้แล้ว หรือคำสันนิษฐาน เช่น อิ่มปี้พีมัน กุ้มก้ามคราม ทำร วันยันค่ำ อันคั่นคู่ พรุ่กนี้ ก้นโค้ง คนไร หนไร ตัวขาบ สายดือ ต้นไคร้ หมากขาม อันไร เมื่อแต่กี้ ฯลฯ
การแปรเสียงที่ทำให้เกิดคำใหม่ยังคงปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น
กระโปรง + กางเกง กลายเป็น กระเปรง
ขว้าง + เหวี่ยง กลายเป็น เขวี้ยง
งง + เซ็ง กลายเป็น เซ็ง
ฉุย + ลุย กลายเป็น ฉลุย
เชียร์ + เลีย กลายเป็น ชเลียร์ หรือ เชลียร์
ซีเรียส + เครียด กลายเป็น ซีเครียด
เดี๋ยว + พ่อ + เตะ กลายเป็น เดี๋ยวพ่อด
นี่ + นะ กลายเป็น เนี่ยะ
นิ้ง + เฉียบ กลายเป็น เนี้ยบ
แม่ + มึง กลายเป็น แม่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น